14 ปีที่ผ่านมา
Latest News
เหตุผลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม
Posted by Sunanta063
, under
|
0
ความคิดเห็น
เหตุผลที่เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากเดิมคือวันที่ 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานคณะกรรมการ และที่ประชุม ก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 ในวันที่ 24 ธันวาคม ในสมัยคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเหตุผลสำคัญก็คือ
ตั้งแต่นั้นมา วันขึ้นปีใหม่ของไทยจึงตรงกับวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เหมือนดังเช่นวันขึ้นปีใหม่ของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
ความเป็นมาวันปีใหม่ในประเทศไทย
Posted by Sunanta063
, under
|
0
ความคิดเห็น
สำหรับวันปีใหม่ในประเทศไทยนั้น แต่ เดิมเราถือเอาวันแรม 1 ค่ำเดือนอ้าย ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนาที่ถือช่วงเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็น การเริ่มต้นปี ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ คือถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ดังนั้นในสมัยโบราณเราจึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย
แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปี พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมา เพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่าวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีต่อๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน แล้วก็ตาม) ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับแต่นั้นมา อย่างไรก็ดีประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่
ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการจึงเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน มักจะไม่มีงานรื่นเริงอะไรมากนักและเห็นสมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก จนแพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆ มา โดยในปี พ.ศ. 2479 ก็ได้มีการจัดงานปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด มีชื่อทางราชการ "วันตรุษสงกรานต์"
เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ปุ้ยก็ขอให้เพื่อนๆ คิดดี ทำดี และพบเจอแต่สิ่งดีๆ ตลอดปี ตลอดไป ขออวยชัยให้มีสุขสมหวัง มีพลังในการต่อสู้ ขอให้มีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ... Happy Happy ตลอดไปค่ะ
ไม่รักไม่ว่า แต่อย่ามาให้ความหวัง !!!
Posted by Sunanta063
, under
ความรัก
|
0
ความคิดเห็น
เวลาที่ใครคนหนึ่ง เดินทางผ่านเข้ามาในชีวิต
จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
คนที่ขาดความรักห รือกำลังอยู่ในภาวะเหว่ว้า
ย่อมรู้สึกรู้สาไปกับใครคนนั้นมากกว่าปกติ
จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
คนที่ขาดความรักห รือกำลังอยู่ในภาวะเหว่ว้า
ย่อมรู้สึกรู้สาไปกับใครคนนั้นมากกว่าปกติ
ถามว่าผิดไหมที่จะรู้สึก
คำตอบคือไม่ผิด
เพราะหัวใจที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง
หากจะกระชุ่มกระชวยเพราะได้รู้สึกกับใคร
คงดีเสียกว่าบังคับใจตัวเอง
ไม่ให้ไปตกหลุมพรางของความรัก
ซึ่งมันโหดร้ายกับตัวเอง มากเกินไปไม่ใช่น้อย
แต่ถ้าใครคนนั้นเดินทางผ่านเข้ามา
เพื่อหยิบยื่นความหวังเพียงเล็กๆ น้อยๆ
ที่ไม่ได้มีอะไรเกินกว่าคนรู้จักกันคนหนึ่ง
แต่มันเป็นความหวังที่สร้างให้เราคิดเกินเลย
คิดมากคิด คิดไปไกล หวั่นไหว
และรู้สึกอยากผูกพันอยู่ตลอดเวลา
หากสิ่งที่เขาแสดงออกกับเรานั้น
กำลังสร้างคำถามให้เราต้องฟุ้งซ่านว่า
แท้จริงเขาคิดยังไง
เขาคิดเหมือนที่เราคิดหรือเปล่า
มันเจ็บยิ่งกว่าการบอกกันตรงๆ
ว่าไม่ได้คิดอะไรเกินเลยเสียอีก
ถ้าเขาไม่ได้คิดอะไรเกินเลย
ไม่ได้อยากรัก ไม่ได้รู้สึกอยากผูกพัน
การแสดงออกเพียงเพื่อสร้างความหวัง
ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งหวั่นไหว
ยิ่งอยู่ไกลยิ่งคิดถึง
หากเขาเลิกให้ความหวัง
และหยุดแสดงออกแบบมากกว่าคนรู้จักกันได้
คงดีไม่น้อยสำหรับหัวใจดวงบอบบางดวงนี้
เพราะความรักไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
และหัวใจคนก็ไม่ใช่ของเล่นของใคร
เชื่อแน่ว่าใจของเราก็พร้อมเสมอ
ที่จะกลับตัวกลับใจได้ทัน
กลับมารู้สึกกับเขาแบบธรรมดาสามัญ
กลับมาเป็นคนเดิม
ที่ยังต้องใช้ชีวิตคนเดียวลำพังต่อไป
และกลับมาเป็นคนที่ไม่ต้องอ่อนแอ
อ่อนไหวอย่างที่กำลังเป็น
ไม่รักไม่ว่า แต่อย่ามาให้ความหวัง
เดินไปคุยโทรศัพท์ไป ระวังปวดหลัง !!!
Posted by Sunanta063
, under
สุขภาพ
|
0
ความคิดเห็น
เดินไป คุยโทรศัพท์ไป มีโทษต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ !!!
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ยุคนี้โทรศัพท์มือถือนั้น ถือเป็นปัจจัยที่ 5 ของคนยุคดิจิทัลกันไปแล้ว แต่คุณรู้ไหมว่า การเดินคุยโทรศัพท์นั้น มีผลเสียต่อร่างกายของคุณ!!!
ทั้ง นี้ จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า การเดินคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน ๆ นั้น อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ สาเหตุหนึ่งเกิดจากการหายใจของเรา เพราะว่าร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้หายใจออกเวลาเท้าแตะพื้น ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันการกระแทกของกระดูกสันหลัง ดังนั้น การพูดและเดินไปพร้อมๆ กันจะทำให้รูปแบบการหายใจนี้เสีย และส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเราได้
คณะวิจัยได้ทำการวัดการเคลื่อน ไหวของกล้ามเนื้อลำตัว ซึ่งเป็นส่วนที่ปกป้องกระดูกสันหลังในอาสาสมัครแต่ละคน พบว่ากล้ามเนื้อส่วนลำตัวจะทำงานได้อย่างเหมาะสม ในคนที่เดินเฉยๆ แต่คนที่เดินไปพูดไปจะมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณนี้น้อยกว่าปกติ และจะเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลังได้
แมทธิว เบนเนตต์ โฆษกของ บริติช คิโรแพรคติค แอสโซซิเอชั่น กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับผลงานวิจัยดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ๆ มันทำให้เรารู้ว่า เราไม่ควรเดินไปพูดไปในเวลาเดียวกัน เพราะมันจะทำให้ประสิทธิภาพในการเดินของเราลดลง ส่วนงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เราสามารถแนะนำคนที่มีอาการปวดหลังได้ว่า ควรสังเกตวิธีการก้มเก็บของ หรือไม่ควรที่จะนั่งอยู่กับที่นานเกินไป และอีกหนึ่งคำแนะนำคือ ไม่ควรที่จะเดินไปคุยโทรศัพท์ไป
ไม่เฉพาะแต่ การเดินไปคุยไปเท่านั้นที่มีโทษต่อร่างกาย แต่การขับรถไปคุยโทรศัพท์ไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ ได้นะคะ.











